วันอังคาร, กรกฎาคม 07, 2009

Short Replay: Hostel


การถือกำเนิดขึ้นของ Hostel ได้ส่งผลให้หนังสยองขวัญยุคใหม่เริ่มแตกหน่อตระกูลย่อยออกเป็นภาพยนตร์ “ทรมานกระสัน” หรือ Torture Porn คำนิยามซึ่งคิดค้นขึ้นโดย เดวิด อีเดลสไตน์ แห่ง New York Magazine สำหรับอธิบายผลงานหนังซึ่งเต็มไปด้วยภาพการทรมานสารพัดวิธี การเฉือนอวัยวะ ตลอดจนการฆ่าแบบแปลกๆ ราวกับจะชักชวนคนดูให้กลายเป็นพวกซาดิสต์ ชื่นชอบความรุนแรง เช่น Hostel ทั้งสองภาค, Saw ทั้งห้าภาค, Wolf Creek, The Devil’s Reject หรือกระทั่ง The Passion of the Christ

อีไล รอธ ผู้กำกับ Hostel ให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายคราว่าหนังของเขาเป็นเสมือนบทวิพากษ์การทรมานนักโทษชาวอีรักในคุกอาบูการิบ แต่น่าแปลกตรงที่ “เหยื่อ” ในหนังของเขากลับเป็นกลุ่มชายชาวอเมริกัน ซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างแดน (สโลวาเกีย) แล้วถูกหลอกล่อไปสู่ความสยองโดยสมาคมลับที่นิยมจับนักท่องเที่ยวมาให้พวกเศรษฐีทรมานเล่น จนสุดท้ายเหยื่อรายหนึ่งตัดสินใจลุกขึ้นสู้ พร้อมกับล่าสังหารพวกพรานมนุษย์เหล่านั้นอย่างสาสม น่าคิดว่าพล็อตเรื่องและการนำเสนอของรอธ ซึ่งโน้มนำให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครเอก (ชายผิวขาว) พร้อมทั้งรู้สึก “สะใจ” เมื่อเขาตอบโต้ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เป็นเสียง “วิพากษ์” นโยบายต่างประเทศของ จอช บุช หรือสนับสนุนความพยายามจะสร้างภาพลักษณ์บริสุทธิ์ให้กับอเมริกากันแน่ บางทีความไร้เดียงสาของรอธต่อประวัติศาสตร์การเมืองอาจสะท้อนชัดผ่านคำสัมภาษณ์ที่ว่า “ทุกคนรักอเมริกันชน พวกเราป็อปปูล่ามาก ใครๆ ก็ชอบหนังของเรา พวกเขารักเรา เราคอยช่วยเหลือทุกคน... ทันใดนั้น จอช บุช ขึ้นครองอำนาจ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเริ่มรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง... เหมือนทุกคนอยากจะฆ่าพวกเรา และหนังเรื่อง Hostel ได้นำความกลัวนั้นมานำเสนอ”

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 25, 2009

Drag Me to Hell: ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ


ถึงแม้ตัวผู้กำกับ แซม ไรมี ซึ่งร่วมเขียนบท Drag Me to Hell กับพี่ชาย อีวาน ไรมี จะยอมรับว่าทุกอย่างเป็นเพียงเหตุบังเอิญที่เนื้อหาในหนังดันไปสอดคล้องกับภาวะวิกฤติทางการเงินในอเมริกาอย่างเหมาะเจาะ เพราะเขาเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับวิบากกรรมของพนักงานปล่อยเงินกู้เอาไว้ตั้งหลายปีมาแล้ว ก่อนจะเพิ่งนำมันมาดัดแปลงเป็นบทหนังโดยไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่มากนัก (แน่ล่ะ ในฐานะผู้กำกับหนังไตรภาคชุด Spider-Man ที่ทำเงินทั่วโลกมากกว่าพันล้าน เขาคงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะตกงาน หรือไม่มีปัญญาจ่ายค่าผ่อนบ้าน) ทว่าหลายคนคงอดนึกไม่ได้ว่า Drag Me to Hell ช่างเข้าฉายได้ถูกจังหวะเสียนี่กระไร หลังวิกฤติซับไพรม์เริ่มพ่นพิษไปทั่วโลก

น่าสนใจตรงที่ Drag Me to Hell ดูเหมือนจะนำเสนอมาตรวัดทางศีลธรรมแบบง่ายๆ และตรงไปตรงมาว่า ธนาคาร = ซาตานใจเหี้ยม ลูกหนี้ = เหยื่อผู้น่าสงสาร หรือพูดอีกอย่าง คือ ทุนนิยมทำให้มนุษย์ผุกร่อน โลภโมโทสัน และสุดท้ายย่อมลงเอยด้วยการตกนรกหมกไหม้ ดังจะเห็นได้จากบทสรุปของหนัง ตลอดจนความเห็นของไรมีต่อตัวละครหลักอย่าง คริสติน บราวน์ (อลิสัน โลห์แมน)(1) อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาเมื่อดูหนังจบ คือ สมควรแล้วหรือที่บาปทั้งหมดจะตกอยู่บนบ่าของคริสติน และสมควรแล้วหรือที่เธอต้องทนทุกข์กับการทรมานทั้งหลายเหล่านั้น

หากลองสมมุติสถานการณ์งัดข้อระหว่างคริสตินกับคุณนายกานุช (ลอร์นา ลาเวอร์) ว่าเป็นเหมือนกรณีตัวอย่างหนึ่งในร้อยในพันกรณี ซึ่งต่อมาค่อยๆ ทับถมจนสร้างปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาคให้แก่ประเทศอเมริกา เราจะพบว่าคริสตินไม่สมควรต้องรับการลงทัณฑ์ (จนสุดท้ายถูกกระชากลงนรก) จากการตอบปฏิเสธคำขอร้องของหญิงชรา เพราะพนักงานปล่อยกู้ที่รับผิดชอบต่อหน้าที่คนใดก็ย่อมกระทำแบบเดียวกัน จริงอยู่พฤติกรรมดังกล่าวอาจดูแล้งน้ำใจ ในเมื่อเจ้านายของเธอ (เดวิด เพย์เมอร์) ก็บอกแล้วว่าเธอสามารถตอบตกลงยอมผ่อนปรน (เป็นครั้งที่สาม) ได้ เธอมีอำนาจตัดสินใจเต็มที่ แต่กระนั้นเขาก็ไม่วายสื่อนัยอย่างเด่นชัดว่า หากต้องการเลื่อนตำแหน่ง เธอควรมีบุคลิกเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเฉกเช่นนักธุรกิจ ซึ่งย่อมต้องเห็นแก่ประโยชน์และผลกำไรของธนาคารเป็นหลัก... มันคือสัจธรรมแห่งโลกทุนนิยม แล้วที่สำคัญ แซม ไรมี ผู้กำกับที่เติบโตมาจากการสร้างสยองทุนต่ำ ก่อนจะไต่เต้าจนมากุมบังเหียนหนังสตูดิโอฟอร์มยักษ์ เชื่อจริงๆ หรือว่าความทะเยอทะยานในอาชีพการงานถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่คำสาปแช่ง ก่นด่า

การที่หญิงชรากำลังจะโดนยึดบ้านไม่ใช่ความผิดของคริสติน และการผ่อนผันเป็นหนที่สามก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าหญิงชราสุขภาพไม่ดี และขาดรายได้ที่แน่นอน หรือวินัยทางการเงิน มิเช่นนั้นแล้วเธอจะมาขอผ่อนผันเป็นรอบที่สามไปทำไม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤติซับไพรม์ในอเมริกามีรากฐานมาจากความโลภของนักลงทุน ตลอดจนสถาบันการเงินต่างๆ (2) ที่ตัดสินใจปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ขอกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (เฉกเช่นคุณนายกานุช) เพราะพวกเขามั่นใจว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ หรือหลักประกันที่ผู้กู้นำมาค้ำไว้จะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถชดเชยความเสี่ยงได้ แต่หนึ่งในปัจจัยที่พวกเราส่วนมากมักจะมองข้าม คือ บรรดาลูกหนี้ทั้งหลาย กับพฤติกรรมนำเงินอนาคตมาใช้แบบเกินตัว (3) ของพวกเขา ทั้งนี้เพราะเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มแผลงฤทธิ์ (ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ) จนลูกหนี้ต้องเสียบ้าน ถูกธนาคารยึดทรัพย์สิน มันเลยดูเหมือนว่าพวกเขาตกเป็น “เหยื่อ” จากสถานการณ์ทั้งหมด

พูดง่ายๆ ก็คือ อเมริกันชนจำนวนไม่น้อย รวมเลยไปถึงคุณนายกานุช อาศัยอยู่ในบ้านที่พวกเขาไม่มีปัญญาจ่าย ฉะนั้นถ้าธนาคารมีความผิดในข้อหาโลภโมโทสันจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้เครดิตต่ำเพื่อหวังดอกเบี้ยส่วนต่าง หรือค้ากำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น อาจกล่าวได้ว่าลูกหนี้เหล่านั้นก็โลภโมโทสันไม่แพ้กันที่ฝันอยากมีบ้านทั้งๆ ที่รายได้ของพวกเขาไม่เอื้ออำนวย (กรณีของคุณนายกานุชยิ่งถือเป็นเรื่องน่าประหลาด เมื่อพิจารณาถึงความผูกพันต่อบ้านหลังนี้ ซึ่งเธออ้างว่าไม่อยากเสียไปเพราะอยู่มานานหลายสิบปี และรากเหง้า “ยิปซี” ของเธอ)

กลับมายังคำถามก่อนหน้า แน่นอน คริสติน บราวน์ อาจไม่ใช่นางฟ้านางสวรรค์ แต่เห็นได้ชัดว่าบทลงโทษของเธอหนักหนาสาหัสเกินหน้า “ความผิด” ไปหลายเท่า (หากคุณเห็นว่าการไม่ยอมช่วยซื้อพวงมาลัยจากเด็กข้างถนนตามสี่แยก ทั้งที่คุณอยู่ในฐานะที่ช่วยได้ เป็นความผิด) บางคนอาจมองความไม่ชอบด้วยเหตุผลทางศีลธรรมดังกล่าวเป็นเหมือนจุดอ่อนสำคัญ ซึ่งข้อกล่าวหานั้นคงมีน้ำหนัก หากเราอยู่ในชั้นเรียนวิชาอาชญากรรมและการลงทัณฑ์ หรือหนังในอดีตของไรมีที่เน้นวิพากษ์ระบบศีลธรรมของมนุษย์อย่าง A Simple Plan ตรงกันข้าม มองในเชิงทักษะทางภาพยนตร์แล้ว การที่คริสติน “ไม่สมควร” ถูกทรมานต่างๆ นานากลับกลายเป็นจุดแข็งที่โน้มน้าวคนดูให้คอยเอาใจช่วยเธอ นอกจากนี้ ข้อบกพร่องแห่งความเป็น “มนุษย์” ของเธอ (โกหกด้วยการป้ายความผิดให้เจ้านาย/ธนาคาร หวังจะเอาตัวรอดด้วยการยกคำสาปให้ผู้อื่น บูชายัญแมวน้อยน่ารัก) ยิ่งทำให้คนดูสามารถอินกับเธอได้มากขึ้นอีก (ใครบ้างจะไม่ทำ หรืออย่างน้อยก็คิดจะทำแบบเธอ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน)

แม้ในคำสัมภาษณ์ ไรมีจะแสดงท่าทีชิงชังตัวละครอย่างคริสติน แต่ขณะเดียวกันบทหนังของเขากลับพยายามผลักดันให้เธอดูน่าเห็นอกเห็นใจผ่านหลากหลายสถานการณ์เชิงเมโลดราม่า ไม่ว่าจะเป็นการโดนพ่อแม่ของแฟนหนุ่มผู้ร่ำรวย (จัสติน ลอง) รังเกียจเดียดฉันท์เนื่องจากประวัติภูมิหลัง หรือการที่เธอกำลังจะโดนข้ามหัวในที่ทำงานเพียงเพราะคู่แข่งขัน (เรจจี้ ลี) เลียเจ้านายได้คล่องแคล่วกว่า และเมื่อมีโอกาสจะส่งต่อคำสาปไปยังคนอื่น (ที่สมควรยิ่ง) อย่างสตู เธอกลับไม่สามารถทำได้ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่าลึกๆ แล้วคริสตินไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำเสียทีเดียว

อันที่จริง คริสตินก็ไม่ต่างจากตัวละครส่วนใหญ่ในหนังสยองขวัญทั้งหลาย ซึ่งมักจะถูกกระทำรุนแรงในแบบที่พวกเขาไม่สมควรโดน (อาจยกเว้นเพียง ปารีส ฮิลตัน ใน House of Wax) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าตัวละครเพศหญิง โดยใครก็ตามที่เคยชม The Evil Dead ผลงานสร้างชื่อเรื่องแรกของไรมี คงไม่มีวันลืมฉากชวนสยองเมื่อหญิงสาวนางหนึ่งถูกต้นไม้ “ข่มขืน” จนสะบักสะบอม ใน Drag Me to Hell ไรมียังคงสนุกกับการ “ล่วงละเมิด” ตัวละครหญิง คราวนี้ผ่านทางช่องปาก ด้วยการให้สารพันสรรพสิ่งพากันหลุด/พยายามแทรกตัวเข้าไปในปากของคริสติน ตั้งแต่แมลงวัน น้ำยาอาบศพ ผ้าเช็ดหน้า ไปจนถึงแขนทั้งท่อน! อย่างไรก็ตาม การล่วงละเมิดใน Drag Me to Hell ยังสื่อนัยยะบางอย่างเพิ่มเติมด้วย เมื่อเราพิจารณาสถานะของผู้ข่มขืน (ตัวแทนของคนชั้นล่างผู้ยากไร้) กับผู้ถูกข่มขืน (ตัวแทนของทุนนิยม/ชนชั้นกลางในเมืองใหญ่) ตลอดจนการพลิกกลับตาลปัตรทางสถานะของพวกเขา (ฝ่ายหลังเริ่มต้นด้วยการ “ย่ำยี” ฝ่ายแรกก่อน จนต่อมาจึงถูกแก้แค้น) แง่มุมที่ว่าส่งผลให้หนังใกล้เคียงกับภาพยนตร์แนว Rape/Revenge เช่น Deliverance และ I Spit on Your Grave ซึ่งล้วนนำเสนอแนวคิดความขัดแย้ง/แบ่งแยกระหว่างเมือง-ชนบทเอาไว้อย่างเด่นชัดเช่นกัน

หนังปูพื้นให้เห็นว่าคริสตินเคยเป็นสาวบ้านนอกร่างอวบอ้วน แต่ปัจจุบันเธอต้องการจะ “กลมกลืน” กับแวดวงชนชั้นกลาง (แล้วปีนบันไดทางสังคมด้วยการคบหากับแฟนหนุ่มฐานะดี?) โดยในฉากหนึ่งคนดูจะเห็นเธอฟังเทปการฝึกออกเสียงเพื่อกำจัดสำเนียงชาวใต้ เธอไต่เต้าอยากเลื่อนตำแหน่ง เพราะคิดว่ามันน่าจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับพ่อแม่ของแฟนหนุ่ม แต่ความพยายามจะฟันฝ่าเพื่อความก้าวหน้าทำให้เธอลืมนึกเมตตาหญิงชรา ผู้อาจสะกิดใจให้เธอนึกถึงอดีตอันยากลำบากที่เธออยากจะลืม ด้วยเหตุนี้ บางทีความผิดของคริสตินอาจไม่ใช่การปฏิเสธคำขอของคุณนายกานุช หากแต่เป็นการหลงลืมรากเหง้าของตัวเอง แล้วขายวิญญาณให้กับสังคมเมืองและระบบทุนนิยมต่างหาก

ตลอดทั้งเรื่อง แซม ไรมี พยายามช็อกคนดูด้วยสารพัดเสียงประกอบ ดนตรีเร้าอารมณ์ เมคอัพชวนแขยง ฯลฯ แต่ดูเหมือนเขาจะมาประสบความสำเร็จสูงสุดสมดังประสงค์เอาในฉากสุดท้าย เมื่อคริสตินสารภาพความจริงกับแฟนหนุ่มที่สถานีรถไฟ เธอยอมรับเป็นครั้งแรกโดยไม่อ้างกฎของธนาคาร หรือคำสั่งของเจ้านายว่าเธอสามารถจะผ่อนผันให้หญิงชราได้ แต่ก็ไม่ทำ มันเป็นความหาญกล้าที่ควรค่าแก่การตบรางวัลก้อนใหญ่ (เช่น ได้ลงเอยอย่างมีความสุขกับหนุ่มรูปหล่อ ฐานะดี แถมยังมีน้ำใจงาม) แต่ผลลัพธ์ซึ่งไรมีเตรียมไว้ให้เธอกลับอยู่สุดขั้วอีกด้านหนึ่ง ดุจเดียวกับชะตากรรมของ มาเรียน เครน ใน Psycho หลังเธอสำนึกผิดและตัดสินใจจะนำเงินที่ขโมยมาไปคืน หรือ แอชลีย์ วิลเลียมส์ ใน The Evil Dead หลังเขาคิดว่าสามารถทำลายอาถรรพ์แห่งหนังสือมนตร์ดำได้แล้ว

บทสรุปดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าสำนึกแห่งบาปนั้นอาจไม่ได้ตามมาด้วยการให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่เสมอไป ส่วนความดีก็อาจไม่ถูกตอบแทน และบางครั้งความชั่วร้ายฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตาย...

หมายเหตุ

1) “เธอเป็นตัวละครที่เลวทรามต่ำช้า แต่เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนดี ผมหวังว่าคนดูก็จะเชื่อตามภาพลวงนั้นด้วยเพราะเธอมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนดูสามารถเข้าถึงได้ เธอขยันไปทำงานทุกวัน เธออ่อนหวานกับคนรอบข้าง เธอมารยาทดี และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ แต่เมื่อถูกต้อนให้จนตรอก เธอเลือกจะใจร้ายกับหญิงชราเพื่อประโยชน์ของตัวเอง บาปของเธอคือความโลภ และเธอก็หลบซ่อนอยู่หลังข้ออ้างว่าเป็นกฎของธนาคาร ผมจงใจทำให้หญิงชราหน้าตาน่าเกลียด เพราะผมอยากให้คนดูพูดว่า ‘ใช่แล้ว อย่าผ่อนผันแล้วรีบไล่หล่อนออกไป’ ผมหวังว่าเมื่อคนดูตัดสินใจร่วมกับเธอ พวกเขาจะรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่อมาสมควรจะเกิดขึ้นกับพวกเขาด้วย เพราะเราต่างพากันเห็นชอบการตัดสินใจของเธอ” (แปลและเรียบเรียงจาก Sam Raimi Interview for Drag Me to Hell โดย มาลิ เอล์ฟแมน วันที่ 27 พฤษภาคม 2009 ในเว็บไซท์ http://screencrave.com)

2) ปกติสถาบันการเงินทั่วไปจะไม่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้กลุ่มซับไพรม์ ซึ่งมีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน (ขาดรายได้แน่นอน ผิดชำระหนี้บ่อย ฯลฯ) จึงมีการตั้งบริษัทอิสระมาปล่อยกู้แทน ส่วนเงินที่นำมาปล่อยกู้ก็ใช้วิธีออกตราสารหนี้ แล้วใช้อสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้นั่นแหละค้ำประกันตราสารหนี้อีกที หากมีปัญหาลูกหนี้ผิดชำระหนี้ บริษัทเหล่านั้นก็ขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้เพื่อนำเงินไปจ่ายคืนให้คนที่ซื้อตราสารหนี้ ปัญหาช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือ มีลูกหนี้ซับไพรม์เกิดขึ้นมาก เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการขายตราสารหนี้ออกไปทั่วโลก พอมาปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มไม่ค่อยดี ซับไพรม์เริ่มไม่จ่ายหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ตกเอาตกเอา บริษัทที่ปล่อยกู้เลยเจอ 2 เด้ง เด้งแรก ถูกเบี้ยวหนี้ เด้งที่สอง อสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ราคาต่ำลง เงินเลยชักขาดมือ ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ผลก็คือ พวกที่ซื้อตราสารหนี้ซับไพรม์เหล่านี้ เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ขาดทุนยับเยินจากตราสารหนี้ที่ถือไว้ (คัดลอกจากบทความ “ปัญหาซับไพรม์” คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย เสาวรส รณเกียรติ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2550)

3) เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการเงินก็แข่งกันทำตลาดด้วยการเชิญชวนผู้กู้ให้มาใช้บริการกับตนเองโดยเสนอวงเงินกู้ที่สูงขึ้นตามราคาประเมินของบ้านที่เพิ่มขึ้น เช่น เดิมกู้ในวงเงิน 2 ล้านบาทเพื่อซื้อบ้านราคา 2.5 ล้านบาท อาจจะผ่อนไปบางส่วนจนเงินต้นเหลือ 1.8 ล้านบาท วันดีคืนดีผู้ให้กู้ใจดีเหล่านี้ก็มาเสนอวงเงินกู้ให้ 3 ล้านบาทตามราคาประเมินใหม่ ผู้กู้ก็ไม่รังเกียจเพราะได้เงินเพิ่มมาอีกตั้ง 1.2 ล้านบาท จึงไปกู้รายใหม่มาโปะรายเดิม แถมมีเงินเหลืออีก อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันทั้งหลายซึ่งเคยชินกับการใช้เงินอนาคตกลับนำเงินสินเชื่ออีก 1.2 ล้านบาทที่ได้เพิ่มมาไปใช้จ่าย ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ทีวีจอแบนเครื่องใหม่ เครื่องเสียงสุดหรู รถยนต์คันใหม่ เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิต หรือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (คัดลอกจากบทความ “ซับไพรม์พ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก” โดย ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์ วันที่ 25 ธันวาคม 2008 ในเว็บไซท์ http://www.vcharkarn.com)

วันจันทร์, มิถุนายน 22, 2009

ทำความเข้าใจ The Reader (2)


ถ้า The Reader ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสังหารหมู่ชาวยิว งั้นเนื้อหาจริงๆ ของมันต้องการพูดถึงอะไร

สิ่งที่เหมือนจะปรากฏเพียงนัยยะจางๆ ในหนังสือของ เบิร์นฮาร์ด ชลิงค์ ถูกแสดงออกเป็นรูปธรรมชัดเจนในเวอร์ชั่นหนังของ สตีเฟน ดัลดรี้ นั่นคือ ความพยายามจะเล่าเรื่องราวของคนสองคน ต่างยุคต่างสมัย ต่างเพศต่างวัย ต่างระดับการศึกษา การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อม แต่สุดท้ายต้องมาลงเอยด้วยชะตากรรมสุดแสนระทมทุกข์แบบเดียวกัน (ในฉากหนึ่งหนังได้ตัดสลับภาพของสองตัวละครเอกขณะกำลังแต่งตัวเพื่อเตรียมไปรับฟังคำพิพากษาที่ศาล) ชะตากรรมซึ่งถูกกำหนดโดยความอ่อนแอ ขลาดเขลา และเย่อหยิ่งแห่งมนุษย์

ฉากสำคัญฉากหนึ่งในหนังสือเป็นบทสนทนาระหว่างไมเคิลกับพ่อ หลังจากคนแรกล่วงรู้ความลับของฮันนาและไม่แน่ใจว่าเขาควรจะทำเช่นไร คนหลัง (เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ในเวอร์ชั่นหนัง) แนะนำให้ไมเคิลไปพูดคุยกับ “เพื่อนคนนั้น” โดยตรง แทนที่จะนำข้อมูลไปบอกผู้พิพากษาลับหลัง เมื่อเห็นได้ชัดว่าคนๆ นั้นต้องการปกปิดข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับสุดยอด ทั้งนี้เนื่องจากเขา (พ่อของไมเคิล) เชื่อในเรื่องเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ผู้มีอำนาจตัดสินใจในฐานะปัจเจกชน เขาไม่เห็นด้วยที่ใครจะไปเจ้ากี้เจ้าการบอกว่าอะไรดีสำหรับคนๆ หนึ่ง โดยไม่ปล่อยให้คนๆ นั้นเลือกเองว่าอะไรเป็นสิ่งดีสำหรับตัวเขา

ในเมื่อมนุษย์มีสิทธิ์เสรีภาพที่จะตัดสินใจ เขาก็จำเป็นต้องทนรับผลลัพธ์ที่ตามมา และบ่อยครั้งเราจะพบว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจถูกเสมอไป

ความไม่รู้หนังสือของฮันนาทำให้เธอถลำลึกสู่ความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากสลัดทิ้งโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน ตามมาด้วยการเข้าร่วมกับกองทัพนาซี จนต่อมาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่สามารถสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครได้ เพราะทั้งอับอายเรื่องที่ตัวเองไม่รู้หนังสือและเป็นอดีตนาซี ก่อนสุดท้ายจะลงเอยด้วยการ “จำยอม” ติดคุกไปตลอดชีวิต โดยบางทีชะตากรรมหลังสุดอาจเป็นความจงใจของเธอที่จะลงโทษตัวเอง ดังจะเห็นได้ว่าฮันนานั้นยังจำปม “ไฟไหม้โบสถ์” ได้ไม่ลืม ผ่านนัยยะของฉากหนึ่งที่ปรากฏในหนัง แต่ไม่ใช่ในหนังสือ ขณะเธอถีบจักรยานไปเที่ยวชนบทกับไมเคิล

กระนั้นก็ตามหนัง (และหนังสือ) ไม่ได้วาดภาพให้เธอ “สำนึกบาป” หรือพยายามจะหาทางไถ่โทษให้เธออย่างชัดเจนนัก ซึ่งนั่นถือเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่งของ The Reader คนดูอาจนึกสงสารเธอ (ซึ่งจุดนี้เองนำไปสู่เสียงก่นด่าจากทั่วสารทิศ ส่วนใหญ่คงเนื่องมาจากคนเหล่านั้นไม่ต้องการให้นาซีได้รับความเห็นอกเห็นใจใดๆ) แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจลืมได้เช่นกันว่าเธอก่ออาชญากรรมอันเลวร้ายไว้ ฮันนาในช่วงท้ายเรื่องไม่ได้กลายสภาพเป็นแม่พระ หรือถ้าจะให้ใกล้เคียงก็องคุลิมาน เมื่อไมเคิลถามเธอว่าคิดถึงอดีต (ที่ก่อกรรมไว้กับชาวยิว) บ้างไหม คำตอบของฮันนา คือ “คนตายก็ยังคงตายอยู่” ซึ่งนั่นเป็นสัจธรรม แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้ช่วยให้คนดูรัก หรือเห็นใจเธอมากขึ้น เช่นเดียวกับปฏิกิริยาอันเย็นชาของเหยื่อที่รอดชีวิตอย่าง ลานา มาเธอร์ (รับบทโดย ลีน่า โอลิน) ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งเหมือนจะเป็นการตอกย้ำคนดูไม่ให้ลืมว่าฮันนาเคยกระทำอะไรไว้ และลำพังแค่ความตายของเธอ หรือเงินสะสมในกระป๋องชาย่อมไม่อาจลบล้างทุกสิ่งได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะพยายามหาคนผิดมาลงโทษมากแค่ไหน คนตายก็ยังคงตายอยู่... หรือมิใช่

วิกฤติของไมเคิลเริ่มต้นเมื่อเขาทราบว่าฮันนาก่ออาชญากรรมร้ายแรงเอาไว้ ความอับอายทำให้เขาไม่กล้าเผชิญหน้าเธอ (ปมดังกล่าวสร้างอารมณ์ร่วมให้ชาวเยอรมันรุ่นหลังจำนวนไม่น้อย เมื่อพวกเขาต้องรับมือกับข้อเท็จจริงว่าพ่อแม่ของตนมีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ชาวยิว) แล้วช่วยเหลือเธอจาก “ความมืดบอด” การตัดสินใจไม่กระทำใดๆ ของไมเคิลส่งผลให้ฮันนาต้องจำคุกตลอดชีวิต และความรู้สึกผิดบาปดังกล่าวก็กัดกร่อนเขามาตลอด ทำลายความสัมพันธ์ของเขากับทุกคนรอบข้าง

เธอทำร้ายเขาด้วยการปิดกั้น เขาทำร้ายเธอด้วยการนิ่งเงียบ เธอเข้าร่วมพรรคนาซีเพราะตอนนั้นมันเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เขาไม่กล้าแสดงความเห็นใจต่อนาซีเพราะตอนนั้นนาซีเปรียบเหมือนปีศาจร้าย หรือกลุ่มแม่มดที่ถูกตามล่าเพื่อนำมาเผาประจานทั้งเป็น พวกเขาเสียสละความเป็นปัจเจก (ความรักระหว่างคนสองคน) เพียงเพื่อจะสามารถลื่นไหลไปตามสังคมโดยไม่ขัดแย้ง มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่อ่อนแอ เพราะแม้จะตระหนักว่าอะไรเป็นความถูกต้อง บางครั้งพวกเขาก็ไม่หาญกล้าพอจะลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้ หรือเปลี่ยนแปลง

กระนั้นคนเขียนบท เดวิด แฮร์ ก็ยังหลงเหลือความหวังต่อมนุษย์อยู่ ด้วยเหตุนี้ในฉากจบที่เขียนขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ คนดูจึงได้เห็นไมเคิลเรียนรู้จากฮันนา ผู้ลุกขึ้นมาเอาชนะความไม่รู้หนังสือของตน แล้วเปิดเผยความลับบางอย่างที่เขาปกปิดไว้ตลอดเวลาหลายปีให้ลูกสาวฟัง สำหรับฮันนา การเรียนรู้อาจมาถึงช้าเกินไป (เมื่อเธอตระหนักว่าไมเคิลไม่สามารถให้อภัยเธอ แล้วมองเห็นเธอเป็นแค่ ฮันนา ชมิดท์ เหมือนในอดีตได้ ความตายจึงกลายเป็นทางเลือกเดียว) แต่สำหรับไมเคิล บางทีการเรียนรู้อาจทำให้เขาค้นพบความสงบสุขในช่วงบั้นปลายชีวิต

วันอังคาร, พฤษภาคม 19, 2009

Short Replay: Cinema Paradiso


ผลงานสร้างชื่อให้กับ จูเซ็ปเป้ ทอร์นาทอเร เรื่องนี้โอบกอดอารมณ์ ความรู้สึก และความอ่อนหวานนุ่มละมุนอย่างหมดหัวใจ จนคนที่มองโลกและชีวิตแบบเย้ยหยันอาจ “เลี่ยน” หรือ “คลื่นเหียน” ได้ง่ายๆ แต่หากคุณยังมีศรัทธาต่อมนุษย์ ความรัก มิตรภาพ รวมเลยไปถึงมนตร์เสน่ห์แห่งภาพยนตร์หลงเหลืออยู่ คุณจะสามารถหลงรัก Cinema Paradiso ได้ไม่ยาก พล็อตหลักของหนังเล่าถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างเด็กชายโตโต้ (ซัลวาทอเร คาสซิโอ) กับพนักงานคุมเครื่องฉายในโรงหนัง (ฟิลลิป นัวเร็ต) ณ เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โตโต้หลงใหลภาพยนตร์ และเมื่อเขาไม่อาจค้นหาความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัวได้ โรงหนัง ซิเนม่า พาราดิสโซ จึงกลายเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเขา ส่วนอัลเฟรโด้ ชายชราที่ยอมให้เขาเข้ามาป้วนเปี้ยนในห้องฉายหนังได้ตามปรารถนา ก็เปรียบดังพ่อแท้ๆ ที่เข้าใจเขา หนึ่งในกิจกรรมโปรดของโตโต้ คือ พยายามแอบขโมยเศษฟิล์มของฉากเข้าพระเข้านางที่ถูกตัดออก (ทุกครั้งก่อนหนังเข้าฉาย บาทหลวงของโบสถ์จะมานั่งเซ็นเซอร์ฉาก “ล่อแหลม” ทั้งหลาย)

หนังเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ปัจจุบัน เมื่อโตโต้เติบใหญ่เป็นผู้กำกับชื่อดังและได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของอัลเฟรโด้ ก่อนจะปิดฉากลงอย่างงดงาม ในฉากจบที่ยอดเยี่ยมที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ เมื่อโตโต้นั่งชื่นชมของขวัญที่เพื่อนวัยชราทิ้งไว้ให้ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบและตื้นตัน... เช่นเดียวกับผู้ชม

วันอังคาร, พฤษภาคม 12, 2009

Milk: การเมืองกับเรื่องส่วนตัว


ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนหน้าหรือหลังจากคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมมาครอง ดัสติน แลนซ์ แบล็ค มักจะให้สัมภาษณ์ตอกย้ำอยู่เสมอว่า ก่อนหน้านี้เขาเติบโตมาในสังคมมอร์มอนที่เคร่งศาสนา (ปลายปีก่อนโบสถ์มอร์มอนได้ทุ่มเงินกว่า 20 ล้านเหรียญเพื่อสนับสนุนการผ่านข้อแก้กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ Proposition 8 ซึ่งระบุให้การแต่งงานเป็นเอกสิทธิ์สำหรับชายกับหญิงเท่านั้น และก็ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย) นั่นหมายความว่าเขาต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว อับอาย และรู้สึกผิด เนื่องจากวิถีแห่งรักร่วมเพศถือเป็น “บาปมหันต์” ในสายตาของมอร์มอน เป็นเส้นทางที่จะนำคุณไปสู่นรกและการสาปแช่ง

เรื่องราวชีวิตของ ฮาร์วีย์ มิลค์ ได้จุดประกายความหวังขึ้น ช่วยให้แบล็คมองเห็นว่าโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ยังมีที่ทางสำหรับเขา ยังมีคน “แบบเดียวกับเขา” อีกมาก และที่สำคัญ ยังมีสังคมอื่นซึ่งเปิดกว้างต้อนรับความรัก ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจเหนือความเกลียดชังและอคติ

แรงบันดาลใจดังกล่าวกลายมาเป็นหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จของ Milk หลังจากโปรเจ็กหนังเรื่องนี้ถูกดองเค็มมานานหลายปี เปลี่ยนผ่านมือผู้กำกับและคนเขียนบทชั้นนำจำนวนไม่น้อย (ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณความสำเร็จทางการตลาดของหนังอย่าง Brokeback Mountain) ทั้งนี้เนื่องจากบทภาพยนตร์ของแบล็คไม่ลืมที่จะย้ำเตือนผู้ชมว่าความยิ่งใหญ่ของ ฮาร์วีย์ มิลค์ หาได้อยู่แค่การเป็นนักการเมืองเกย์ไม่แอบคนแรกของอเมริกา หรือการรณรงค์คว่ำ Proposition 6 ซึ่งจะกีดกันรักร่วมเพศไม่ให้ทำงานในสถานบันการศึกษา แต่ยังรวมถึงการเป็นแรงบันดาลใจให้เกย์เลสเบี้ยนจำนวนมากได้สัมผัสประกายความหวังของการดำรงชีวิตโดยไม่รู้สึกด้อยค่า หรือต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนอาชญากรคดีอาญา

ฉากสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงแง่มุมมหภาค (การเมือง) และจุลภาค (แรงบันดาลใจ) ของมิลค์เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียนคงหนีไม่พ้นฉากที่เขา (ฌอน เพนน์) ได้รับโทรศัพท์จากเกย์หนุ่มในมินนิโซตาที่กำลังคิดอยากฆ่าตัวตาย เด็กหนุ่มตัดสินใจโทรหามิลค์ หลังจากเห็นเขาออกข่าวทีวีภาคค่ำ มิลค์พยายามปลอบใจ พร้อมทั้งเสนอให้ชายหนุ่มสลัดทิ้งครอบครัวในสายเลือด ซึ่งไม่ยอมรับเขาและต้องการให้เขาไปพบจิตแพทย์ แล้วตรงเข้าเมืองใหญ่เพื่อค้นหาครอบครัวที่เขาเลือกเอง จากนั้นอีกไม่กี่นาที มิลค์ก็ต้องออกมารับมือฝูงชนรักร่วมเพศที่กำลังโกรธแค้นอย่างหนักจนใกล้จะก่อจลาจล หลังจาก อนิต้า ไบรอัน ประสบชัยชนะในฟลอริด้า พร้อมทั้งเจรจากับตำรวจเพื่อขออนุญาตนำการเดินขบวน

อารมณ์ตึงเครียดข้างต้นกลับคลี่คลายไปสู่ความอิ่มเอิบ สุขสันต์ ในฉากทำนองเดียวกันช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเด็กหนุ่มคนเดิมโทรศัพท์มาหามิลค์เพื่อแจ้งชัยชนะของผลโหวตคว่ำ Proposition 6 (มหภาค) พร้อมกับประกาศว่าเขาทำตามคำแนะนำของมิลค์และ (โดยนัย) ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายอีกแล้ว (จุลภาค)

สำหรับ ฮาร์วีย์ มิลค์ การเมืองกับเรื่องส่วนตัวดูเหมือนจะเป็นสองสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกันได้ เขาลงสมัครเลือกตั้งเพื่อหวังจะเป็นตัวแทนของเกย์และเลสเบี้ยน ต่อสู้พิทักษ์สิทธิ์ของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ แต่กลับพบปัญหาใหญ่จากเสียงต่อต้านของชนกลุ่มใหญ่ ซึ่งหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงและไม่เข้าใจรักร่วมเพศ แม้จะได้คำแนะนำจากผู้ทรงอิทธิพลในวงการว่าโอกาสชนะเลือกตั้งของเขาอาจมากขึ้น หากลดภาพลักษณ์ความเป็นเกย์ลง เพื่อลดแรงเสียดทานจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม แต่มิลค์กลับปฏิเสธทางเลือกดังกล่าว เนื่องจากตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาใช้เวลา “อยู่ในตู้” เป็นส่วนใหญ่ และได้รับความเจ็บปวด ตลอดจนสร้างความเจ็บปวดให้กับคนรอบข้างเพราะการหลบๆ ซ่อนๆ มามากพอแล้ว

ดังนั้นขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมพยายามรุกไล่รักร่วมเพศให้เข้าสู่มุมมืด ดำเนินชีวิตตามวิถี “ไม่ถาม อย่าบอก” มิลค์กลับพยายามรุกไล่รักร่วมเพศทั้งหลายให้เลิกแอบ แล้วใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย ปราศจากความหวาดกลัว เพราะเขาเชื่อมั่นว่านั่นเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน อีกทั้งยังจะช่วยทำลายอคติเกี่ยวกับรักร่วมเพศ ซึ่งสร้างขึ้นโดยกลุ่มคลั่งศาสนาและคาทอลิกตกขอบ ในฉากหนึ่งของหนัง มิลค์ถึงกับบีบให้สมาชิกคนหนึ่งในทีมแคมเปญหาเสียงบอกความจริงกับพ่อแม่ของตน โดยอ้างว่า หากคนส่วนใหญ่ตระหนักถึงตัวตนของเหล่ารักร่วมเพศรอบข้าง ทราบว่าลูกของตน พี่น้องของตน เพื่อนร่วมงานของตน หรือลูกน้องของตนเป็นรักร่วมเพศ โอกาสที่เขาจะได้คะแนนโหวตก็ย่อมเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นได้ชัดว่าการหวังพึ่งเสียงสนับสนุนจากเกย์และเลสเบี้ยนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ

หนึ่งในอคติที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใช้วาดภาพรักร่วมเพศ คือ พวกเขาเปรียบเหมือนศัตรูของสถาบันครอบครัว พวกเขากำลังสั่นคลอนรากฐานทางสังคมเพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถ “ผลิตซ้ำ” ได้ มันเป็นข้อโจมตีที่ แดน ไวท์ (จอช โบรลิน) ยิงใส่มิลค์ในฉากหนึ่ง ซึ่งฝ่ายหลังก็ไม่ได้พยายามโต้แย้ง แต่กลับเลือกจะใช้อารมณ์ขันแทน

คำถามสำคัญอยู่ตรงที่คุณคิดว่าครอบครัวคืออะไร ถ้าการมีลูกมีหลานสืบสายพันธุ์ต่อไปเรื่อยๆ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ไม่อาจขาดได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์จะแตกต่างอะไรกับสัตว์ มิลค์เลือกจะไม่ตอบโต้ข้อโจมตีดังกล่าวด้วยคำพูด แต่แสดงออกผ่านการกระทำ กล่าวคือ บรรดาทีมหาเสียงของเขาไม่ได้เป็นแค่ลูกจ้าง แต่ยังเป็นครอบครัวที่เขาเลือกเอง คนเหล่านี้หลายคนไม่สามารถค้นหาการยอมรับ ความเคารพ หรือกระทั่งความรักได้จากครอบครัวในสายเลือด แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ ฮาร์วีย์ มิลค์ ยินดีจะมอบให้พวกเขาด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าพวกเขาจะเคยเป็นผู้ชายขายน้ำมาก่อนเหมือน คลีฟ โจนส์ (อีไมล์ เฮิร์ช) หรือเป็นหนุ่มต่างชาติที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่าง แจ๊ค ลิรา (ดิเอโก้ ลูน่า) มิลค์เลือกจะไม่ตัดสินคนจากแค่เปลือกนอก หรือสิ่งฉาบฉวยเช่นรสนิยมทางเพศ หากแต่มองลึกถึงจิตใจภายใน รวมทั้งพยายามผลักดันศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ให้ลุกโชติช่วง นี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่ “ครอบครัว” ควรจะเป็น ใครกันแน่ที่วิปริตระหว่างรักร่วมเพศกับพ่อแม่ที่ส่งลูกของตัวเองไปเข้ารับการบำบัดทางจิต ซึ่งในยุคนั้นหลายแห่งยังใช้ขั้นตอนการช็อตไฟฟ้าเข้าสมอง

Milk รักษาสมดุลระหว่างภาพชีวิตส่วนตัวและผลงานทางการเมืองของ ฮาร์วีย์ มิลค์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ฟุตเตจจริงและภาพข่าวถูกนำมาผสมกลมกลืนกับฟุตเตจใหม่ได้อย่างแนบเนียน มองในมุมหนึ่ง Milk อาจถือเป็นผลงานกระแสหลักเรื่องแรกของ กัส แวน แซนท์ นับแต่ Finding Forrester หลังจากตลอดห้าหกปีที่ผ่านมาเขาหันไปผลิตภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์กึ่งทดลอง ผ่านผลงานเน้นอารมณ์ บรรยากาศ โดยแทบจะปราศจากโครงเรื่องที่จับต้องได้อย่าง Gerry, Elephant, Last Days และ Paranoid Park แต่มองในอีกมุมหนึ่ง Milk ก็ยังคงกลิ่นอายของหนังนอกกระแสเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสัมพันธภาพระหว่างรักร่วมเพศอย่างตรงไปตรงมา หรือการไม่พยายามจะอธิบายสาเหตุการกระทำของไวท์ (คล้ายคลึงกับ Elephant) รวมเลยไปถึงลูกเล่นด้านภาพในบางฉาก อาทิ ตอนที่ คลีฟ โจนส์ โทรศัพท์หาพรรคพวกเพื่อรวมพลมาร่วมประท้วง ซึ่งช่วยสะท้อนอารมณ์แห่งยุคสมัยไปพร้อมๆ กับสร้างความรู้สึกของหนังทดลอง

หนังแจกแจงเส้นทางการเมืองของมิลค์ไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมจะสะท้อนให้เห็นผลกระทบของการเมืองต่อชีวิตส่วนตัวของเขา ตั้งแต่การแยกทางกับ สก็อตต์ (เจมส์ ฟรังโก้) ชายหนุ่มที่เขาพบรักในสถานีรถไฟใต้ดินก่อนจะตัดสินใจย้ายมาซานฟรานซิสโกเพื่อตั้งรกรากด้วยกัน ไปจนถึงการจากไปของแจ๊ค แต่ที่สำคัญเส้นทางการเมืองได้ชักนำเขาให้รู้จักกับ แดน ไวท์ ผู้ชายมีปม ซึ่งต่อมาจะกลายร่างเป็นเพชฌฆาตเลือดเย็นในตอนเช้าของวันที่ 27 พฤศจิกายน 1978 คำถามหนึ่งที่คนดูอดคิดไม่ได้ คือ เขาฆ่าเพราะแรงริษยาทางด้านอาชีพการงาน เพราะมิลค์ขัดขวาง (และมีอิทธิพลหรือได้รับความยำเกรงจากคนรอบข้างมากพอจะทำได้) ไม่ให้เขากลับมาดำรงตำแหน่งเดิม หรือเขาฆ่าเพราะความอิจฉาเป็นการส่วนตัว เพราะมิลค์เป็นเกย์ที่ค้นพบความสงบทางจิตใจ ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย เต็มไปด้วยกลุ่มเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจ ในขณะที่ไวท์ยังคงสับสนกับแรงปรารถนาในเบื้องลึก ปมเกลียดตัวเอง และต้องติดหล่มอยู่ในสังคมคาทอลิกอันเคร่งครัด จนสุดท้ายก็ตัดสินใจหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าไคล์แม็กซ์และพลังโดยรวมของ Milk อยู่ตรงสงครามระหว่างมิลค์กับวุฒิสมาชิก จอห์น บริกส์ (เดนิส โอ’แฮร์) และ อนิต้า ไบรอัน อดีตนางงาม/นักร้องที่ผันตัวมาคลุกคลีการเมือง ในแคมเปญรณรงค์คว่ำ/สนับสนุน Proposition 6 ซึ่งจะกีดกันไม่ให้เกย์ทำงานเป็นครูในสถาบันการศึกษา (หนึ่งในคำให้สัมภาษณ์อันโด่งดังของ อนิต้า ไบรอัน คือ “ในฐานะแม่คนหนึ่ง ฉันรู้ว่ารักร่วมเพศไม่สามารถผลิตลูกได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมาเกณฑ์ลูกๆ ของเราไปเข้าร่วม ถ้าเรามอบสิทธิ์ให้พวกเกย์ อีกหน่อยเราก็คงต้องมอบสิทธิ์ให้กับโสเภณีและคนที่ชอบร่วมเพศกับสุนัข”) ความพยายามจะต้อนรักร่วมเพศให้เข้ามุมอับของฝ่ายขวาได้ก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับ กลายเป็นกระแสความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิ์อันชอบธรรมของรักร่วมเพศอย่างกว้างขวาง เกย์เลสเบี้ยนจำนวนมากออกมาร่วมเดินขบวนแสดงพลัง พร้อมทั้งเปิดเผยตัวกับคนรอบข้าง ซึ่งนำไปสู่เสียงสนับสนุนจากกลุ่มอื่นๆ ด้วย (กระทั่งประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย โรนัลด์ เรแกน ก็ยังออกโรงต่อต้าน Proposition 6)

ดังที่กล่าวไปแล้ว ชัยชนะของมิลค์หาใช่การคว่ำ Proposition 6 เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการที่เขาทำให้ชาวรักร่วมเพศได้มองเห็นความหวังแห่งชีวิตที่ดีกว่า ชีวิตที่ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในมุมมืด และถูกปฏิบัติดุจพลเมืองชั้นสอง ซึ่งนั่นดูเหมือนจะทรงคุณค่ายาวนาน ส่งผลต่อชีวิตนับหมื่นนับแสนยิ่งกว่าการคว่ำ Proposition 6 เสียอีก ดังจะเห็นได้จากแสงเทียนสุดลูกหูลูกตาของฝูงชนที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัยในฉากสุดท้าย กัส แวน แซนท์ เลือกใช้ฟุตเตจจริงเพื่อจะตอกย้ำให้เห็นว่ามันไม่ใช่เทคนิคพิเศษ หรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิก หากแต่เป็นมวลพลังแห่งศรัทธาล้วนๆ

หนังจบลงด้วยท่าทีแห่งความหวังเพื่อปลุกปั่นแรงบันดาลใจ แม้ในโลกแห่งความจริง รักร่วมเพศจะยังต้องสัมผัสกับรสชาติขมขื่นของอคติและความคับแคบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเมื่อสามสิบปีก่อน (ไวท์ต้องโทษเพียง 7 ปี 8 เดือนจากข้อแก้ต่าง Twinkie defence ที่ฟังไม่ขึ้นและการคัดเลือกคณะลูกขุนแบบเอียงข้าง จนนำไปสู่การจลาจลครั้งใหญ่ที่เรียกว่า White Night Riots) หรือในปัจจุบันผ่านปรากฏการณ์ Proposition 8 ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนจำนวนมากยังเห็นรักร่วมเพศเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันครอบครัวอยู่นั่นเอง